HTTPS คือรูปแบบการเชื่อมต่อเว็บไซต์ ที่ช่วยเข้ารหัสข้อมูล ระหว่างผู้ใช้งานกับเว็บไซต์ ทำให้ข้อมูลที่ถูกส่งผ่านหน้าเว็บ เช่น รหัสผ่าน แบบฟอร์มติดต่อ ข้อมูลการสั่งซื้อ หรือข้อมูลส่วนตัว มีความปลอดภัยมากกว่า HTTP แบบเดิม เว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS มักแสดงสัญลักษณ์รูปกุญแจบนเบราว์เซอร์ และ URL จะขึ้นต้นด้วย https://
สำหรับเจ้าของเว็บไซต์ HTTPS ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคหลังบ้าน แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของเว็บไซต์ ที่น่าเชื่อถือ เพราะผู้ใช้งาน ในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น หากเว็บไซต์ไม่มี HTTPS อาจทำให้คนลังเล ไม่กล้ากรอกข้อมูล หรือมองว่าเว็บไซต์ ยังไม่พร้อม ใช้งานจริง
บทความนี้ จะพาเข้าใจว่า https คืออะไร ต่างจาก HTTP อย่างไร เกี่ยวข้องกับ SSL อย่างไร มีผลกับ SEO หรือไม่ และทำไมเว็บไซต์ WordPress ควรตั้งค่า HTTPS ให้เรียบร้อยตั้งแต่เริ่มต้น
HTTPS คืออะไร
HTTPS ย่อมาจาก Hypertext Transfer Protocol Secure คือรูปแบบการรับส่งข้อมูล ระหว่างเบราว์เซอร์ของผู้ใช้งานกับเว็บไซต์ โดยมีระบบความปลอดภัย เพิ่มเข้ามาจาก HTTP แบบเดิม
พูดให้เข้าใจง่ายคือ เวลาเรากรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล รหัสผ่าน หรือข้อมูลการสั่งซื้อ ข้อมูลเหล่านี้ จะถูกส่งจากเครื่องของผู้ใช้งาน ไปยังเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ใช้ HTTPS ข้อมูลระหว่างทาง จะถูกเข้ารหัส ทำให้บุคคลที่สาม ดักอ่าน หรือแก้ไขข้อมูล ได้ยากขึ้น
HTTPS จึงเป็นเหมือน “ช่องทางสื่อสารที่ปลอดภัยกว่า” ระหว่างผู้ใช้งานกับเว็บไซต์
สังเกตเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS ได้อย่างไร
ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ จากเบราว์เซอร์ เช่น Chrome, Safari, Edge หรือ Firefox โดยดูจากจุดเหล่านี้
- URL ของเว็บไซต์ ขึ้นต้นด้วย https://
- มีสัญลักษณ์รูปกุญแจ บริเวณแถบที่อยู่เว็บไซต์
- เบราว์เซอร์ ไม่แสดงคำเตือนว่า เว็บไซต์ ไม่ปลอดภัย
- เมื่อคลิกดูข้อมูลเว็บไซต์ จะเห็นว่า connection หรือการเชื่อมต่อ มีความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม การมี HTTPS ไม่ได้แปลว่า เว็บไซต์นั้น ดี หรือปลอดภัยทุกอย่างแบบ 100% แต่หมายความว่า การเชื่อมต่อระหว่าง ผู้ใช้ กับเว็บไซต์ มีระบบเข้ารหัส ที่เหมาะสมกว่า HTTP แบบเดิม
HTTPS ทำหน้าที่อะไรบนเว็บไซต์
หน้าที่หลักของ HTTPS คือช่วยให้การรับส่งข้อมูล มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ ที่มีการกรอกข้อมูล หรือมีระบบสมาชิก
สิ่งที่ HTTPS ช่วยได้ เช่น
- ช่วยเข้ารหัสข้อมูล ระหว่างผู้ใช้ กับเว็บไซต์
- ช่วยลดความเสี่ยง จากการดักอ่าน ข้อมูล
- ช่วยลดโอกาส ที่ข้อมูล จะถูกแก้ไขระหว่างทาง
- ช่วยยืนยันว่า เว็บไซต์ มีใบรับรอง ความปลอดภัย
- ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์
สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ HTTPS จึงไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นพื้นฐาน ที่ควรมี ตั้งแต่เริ่มทำเว็บไซต์
HTTP กับ HTTPS ต่างกันอย่างไร
HTTP และ HTTPS เป็นระบบ ที่ใช้สำหรับรับส่งข้อมูล ระหว่างเว็บไซต์ กับผู้ใช้งานเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ HTTPS มีชั้นความปลอดภัย เพิ่มเข้ามา
HTTP แบบเดิม จะส่งข้อมูล โดยไม่มีการเข้ารหัส ที่เหมาะสม ทำให้ข้อมูล มีความเสี่ยงมากกว่า หากมีผู้ไม่หวังดี พยายามดักข้อมูล ระหว่างทาง ส่วน HTTPS จะใช้ SSL/TLS เข้ามาช่วยเข้ารหัส ทำให้ข้อมูล ปลอดภัยขึ้น
| ประเด็น : รูปแบบ URL | |
|---|---|
| HTTP | เริ่มด้วย http:// |
| HTTPS | เริ่มด้วย https:// |
| ประเด็น : การเข้ารหัสข้อมูล | |
|---|---|
| HTTP | ไม่มี หรือไม่ปลอดภัยพอ |
| HTTPS | มีการเข้ารหัสข้อมูล |
| ประเด็น : ความน่าเชื่อถือ | |
|---|---|
| HTTP | ต่ำกว่า |
| HTTPS | สูงกว่า |
| ประเด็น : การแจ้งเตือนบนเบราว์เซอร์ | |
|---|---|
| HTTP | อาจขึ้นว่า ไม่ปลอดภัย |
| HTTPS | มักแสดงการเชื่อมต่อปลอดภัย |
| ประเด็น : เหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจ | |
|---|---|
| HTTP | ไม่แนะนำ |
| HTTPS | แนะนำให้ใช้ |
| ประเด็น : ผลต่อผู้ใช้งาน | |
|---|---|
| HTTP | อาจลังเล ในการกรอกข้อมูล |
| HTTPS | มั่นใจมากขึ้น |
ทำไมตัว S ใน HTTPS ถึงสำคัญ
ตัว S ใน HTTPS มาจากคำว่า Secure หมายถึงความปลอดภัย ไม่ใช่แค่ตัวอักษรที่เพิ่มเข้ามา แต่เป็นตัวที่บอกว่า เว็บไซต์ มีการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ
- ผู้ใช้งานเปิดเว็บไซต์
- เบราว์เซอร์ตรวจสอบว่า เว็บไซต์มีใบรับรองความปลอดภัย หรือไม่
- หากตรวจสอบผ่าน ระบบจะสร้างการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส
- ข้อมูลที่ส่งระหว่างผู้ใช้ กับเว็บไซต์ จะปลอดภัยขึ้น
ดังนั้น ความต่างระหว่าง HTTP กับ HTTPS จึงไม่ใช่แค่หน้าตาของ URL แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยตรง
HTTPS ช่วยเรื่องความปลอดภัยของเว็บไซต์อย่างไร
HTTPS ช่วยให้ข้อมูล ที่ส่งผ่านเว็บไซต์ มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ ที่มีการกรอกข้อมูล เช่น แบบฟอร์มติดต่อ ระบบเข้าสู่ระบบ ระบบชำระเงิน หรือระบบสั่งซื้อสินค้า
ลองนึกภาพว่า เว็บไซต์หนึ่ง มีฟอร์มให้ลูกค้ากรอกชื่อ เบอร์โทร และอีเมล หากเว็บไซต์นั้น ยังใช้ HTTP ข้อมูลที่ลูกค้าส่งมา อาจมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ถ้าเว็บไซต์ใช้ HTTPS ข้อมูลจะถูกส่งผ่านการเชื่อมต่อ ที่เข้ารหัส ทำให้ปลอดภัย และน่าเชื่อถือกว่า
ข้อมูลแบบไหน ที่ควรป้องกันด้วย HTTPS
เว็บไซต์ส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน ควรใช้ HTTPS เพราะแทบทุกเว็บไซต์ มีข้อมูลบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน เช่น
- ชื่อ และนามสกุล
- เบอร์โทรศัพท์
- อีเมล
- รหัสผ่าน
- ข้อมูลการสั่งซื้อ
- ข้อความ ที่กรอกผ่านฟอร์มติดต่อ
- ข้อมูลสมาชิก
- ข้อมูลการจองห รือการนัดหมาย
แม้เว็บไซต์ จะเป็นเพียงเว็บไซต์บริษัททั่วไป ไม่ได้ขายของออนไลน์ ก็ยังควรมี HTTPS เพราะฟอร์มติดต่อ และข้อมูลพื้นฐาน ของผู้ใช้งาน ก็ถือเป็นข้อมูลที่ ควรได้รับการป้องกัน
HTTPS ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ให้ผู้ใช้งาน
นอกจากเรื่องเทคนิค HTTPS ยังส่งผลต่อความรู้สึกของผู้เข้าชมเว็บไซต์ด้วย เว็บไซต์ที่มีสัญลักษณ์กุญแจแ ละไม่มีคำเตือน ด้านความปลอดภัย จะทำให้ผู้ใช้งาน รู้สึกมั่นใจมากกว่า
โดยเฉพาะเว็บไซต์ประเภทนี้ HTTPS ยิ่งสำคัญมาก
- เว็บไซต์ธุรกิจ
- เว็บไซต์บริษัท
- เว็บไซต์คลินิก
- เว็บไซต์โรงแรม หรือที่พัก
- เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์
- เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์
- เว็บไซต์ที่มีระบบจอง นัดหมาย หรือชำระเงิน
- เว็บไซต์ WordPress ที่มีหลังบ้านให้เข้าสู่ระบบ
เพราะเว็บไซต์เหล่านี้ มักต้องการให้ผู้เข้าชมตัดสินใจบางอย่าง เช่น กรอกฟอร์ม ติดต่อ สอบถามราคา จองบริการ หรือสั่งซื้อสินค้า หากเว็บไซต์ดูไม่ปลอดภัย โอกาสที่ผู้ใช้จะออกจากเว็บ ก็สูงขึ้น
เว็บไซต์ไม่มี HTTPS จะมีผลเสียอะไรบ้าง
เว็บไซต์ ที่ไม่มี HTTPS อาจยังเปิดได้ตามปกติ ในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่า เหมาะสมกับการใช้งาน ในปัจจุบัน เพราะเบราว์เซอร์ และผู้ใช้งาน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย มากขึ้นเรื่อย ๆ
ผลเสียที่เห็นได้ชัดคือ เบราว์เซอร์ อาจแสดงคำเตือนว่า เว็บไซต์ “ไม่ปลอดภัย” หรือ “Not Secure” ซึ่งคำเตือนลักษณะนี้ ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้เข้าชม ทันที โดยเฉพาะ คนที่กำลังจะกรอกข้อมูล หรือติดต่อธุรกิจ
ผลเสีย ที่เจ้าของเว็บไซต์ ควรรู้
เว็บไซต์ที่ไม่มี HTTPS อาจเจอปัญหาเหล่านี้
1. ผู้ใช้งาน ขาดความมั่นใจ
- เมื่อเห็นคำว่า ไม่ปลอดภัย ผู้ใช้งาน อาจลังเล ที่จะอยู่ต่อ หรือกรอกข้อมูล
2. ภาพลักษณ์เว็บไซต์ ดูไม่เป็นมืออาชีพ
- เว็บไซต์ธุรกิจที่ไม่มี HTTPS อาจทำให้แบรนด์ ดูเหมือนยังไม่ได้ดูแลระบบพื้นฐาน ให้เรียบร้อย
3. ฟอร์มติดต่อ อาจมีอัตราการกรอกต่ำลง
- ถ้าผู้ใช้ไม่มั่นใจ เขาอาจไม่ส่งข้อมูลผ่านฟอร์ม แม้จะสนใจบริการ ก็ตาม
4. เว็บไซต์ขายของออนไลน์ ดูไม่น่าเชื่อถือ
- สำหรับเว็บ ที่มีการสั่งซื้อ ชำระเงิน หรือสมัครสมาชิก HTTPS เป็นสิ่งที่ควรมีอย่างยิ่ง
5. อาจเกิดปัญหา ในการเชื่อมต่อ กับเครื่องมือบางอย่าง
- ระบบบางประเภท เช่น Payment Gateway, API หรือเครื่องมือภายนอก อาจต้องการเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS เพื่อเชื่อมต่ออย่างถูกต้อง
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ HTTPS ส่งผลกับการตัดสินใจ
สมมติว่า ลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์คลินิก เพื่อกรอกฟอร์มนัดหมาย แต่เบราว์เซอร์ขึ้นว่า เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย ลูกค้า อาจหยุดคิดทันทีว่า “ข้อมูลส่วนตัวของเรา จะปลอดภัยไหม” แล้วเปลี่ยนใจ ไปติดต่อคลินิกอื่น ที่เว็บไซต์ ดูน่าเชื่อถือกว่า
หรือถ้าเป็นเว็บไซต์บริษัทรับบริการ ลูกค้าอาจไม่ได้เข้าใจเรื่องเทคนิค แต่คำเตือนบนเบราว์เซอร์ ก็เพียงพอ ที่จะทำให้รู้สึกว่า เว็บไซต์ ยังไม่เรียบร้อย
ดังนั้น HTTPS จึงไม่ได้มีผลแค่เรื่องระบบ แต่มีผลกับความเชื่อมั่น และโอกาส ในการได้ลูกค้าด้วย
HTTPS มีผลกับ SEO หรือไม่
HTTPS มีผลกับ SEO ในฐานะ หนึ่งในปัจจัยพื้นฐาน ด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ แม้การมี HTTPS เพียงอย่างเดียว จะไม่ได้ทำให้อันดับขึ้น ทันที แต่เป็นสิ่งที่เว็บไซต์ควรมี โดยเฉพาะถ้าต้องการทำ SEO อย่างจริงจัง ในระยะยาว
เว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS จะดูพร้อมกว่า ในสายตาผู้ใช้งาน และระบบค้นหา เพราะแสดงให้เห็นว่า เว็บไซต์ มีการดูแลด้านความปลอดภัย ขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เว็บไซต์ ที่ปล่อยระบบสำคัญ ไว้อย่างไม่เรียบร้อย
HTTPS ช่วย SEO ทางอ้อมอย่างไร
นอกจากเป็นสัญญาณ ด้านความปลอดภัย HTTPS ยังช่วย SEO ทางอ้อมผ่านประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เช่น
- ผู้ใช้ มั่นใจ ที่จะอยู่บนเว็บไซต์ นานขึ้น
- ผู้ใช้ กล้ากรอกฟอร์ม หรือติดต่อ มากขึ้น
- เว็บไซต์ ดูน่าเชื่อถือ เมื่อถูกแชร์ หรือเปิดผ่านเบราว์เซอร์
- ลดโอกาส ที่ผู้ใช้ จะออกจากเว็บ เพราะเห็นคำเตือน “ไม่ปลอดภัย”
- ช่วยให้ระบบติดตามผล และเครื่องมือบางอย่าง ทำงานได้ถูกต้อง มากขึ้น
ถ้าผู้ใช้เข้าเว็บ แล้วเจอคำเตือน ด้านความปลอดภัย เขาอาจกดออกทันที ซึ่งส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งาน โดยรวม และอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ในระยะยาว
HTTPS ไม่ได้แทนที่การทำ SEO ด้านอื่น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจผิดว่า แค่ติดตั้ง HTTPS แล้วเว็บไซต์จะติดอันดับดี ทันที เพราะ SEO ยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น
- เนื้อหาตอบโจทย์ผู้ค้นหา
- โครงสร้างเว็บไซต์ อ่านง่าย
- ความเร็วเว็บไซต์ดี
- รองรับมือถือ
- มี internal link ที่เหมาะสม
- ตั้งค่า title และ meta description ดี
- มี technical SEO พื้นฐาน เช่น sitemap, canonical และ schema ตามความเหมาะสม
พูดง่าย ๆ คือ HTTPS เป็นพื้นฐานที่ควรมี แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของ SEO ถ้าอยากให้เว็บไซต์เติบโตจริง ต้องดูทั้งความปลอดภัย เนื้อหา โครงสร้าง ความเร็ว และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ไปพร้อมกัน
เว็บไซต์ WordPress จำเป็นต้องใช้ HTTPS ไหม
เว็บไซต์ WordPress ควรใช้ HTTPS ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะ WordPress เป็นระบบเว็บไซต์ ที่มีหน้าเข้าสู่ระบบหลังบ้าน มีการจัดการข้อมูล และมักเชื่อมต่อกับปลั๊กอิน หรือระบบเสริมหลายอย่าง หากไม่มี HTTPS เว็บไซต์ อาจดูไม่น่าเชื่อถือ และอาจเกิดปัญหา กับระบบบางส่วนได้
สำหรับเว็บไซต์ WordPress ทั่วไป HTTPS มีความสำคัญ ทั้งกับผู้ใช้งานหน้าเว็บ และผู้ดูแลหลังบ้าน เพราะหลังบ้าน WordPress ต้องมีการเข้าสู่ระบบด้วย username และ password ซึ่งเป็นข้อมูล ที่ควรได้รับการป้องกัน
เว็บไซต์ WordPress แบบไหน ควรมี HTTPS
จริง ๆ แล้วเว็บไซต์ WordPress ทุกประเภทควรมี HTTPS แต่บางประเภท ถือว่ายิ่งจำเป็นมาก เช่น
- เว็บไซต์บริษัท ที่มีฟอร์มติดต่อ
- เว็บไซต์บริการ ที่ต้องให้ลูกค้า กรอกข้อมูล
- เว็บไซต์คลินิก ที่มีแบบฟอร์ม นัดหมาย
- เว็บไซต์โรงแรม ที่มีระบบจอง หรือปุ่มติดต่อ
- เว็บไซต์ WooCommerce
- เว็บไซต์สมาชิก
- เว็บไซต์คอร์สออนไลน์
- เว็บไซต์หลายภาษา ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ กับลูกค้าต่างชาติ
แม้เป็นเว็บเล็ก หรือเว็บเริ่มต้น หากต้องการให้เว็บไซต์ ดูพร้อมใช้งานจริง ก็ควรตั้งค่า HTTPS ให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก
ถ้าทำเว็บใหม่ ควรตั้งค่า HTTPS ตั้งแต่วันแรก
หากกำลังเริ่มทำเว็บไซต์ใหม่ ควรตั้งค่า HTTPS ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ไม่ควรรอให้เว็บเสร็จแล้วค่อยมาแก้ เพราะอาจเกิดปัญหาตามมา เช่น URL บางส่วนยังเป็น HTTP, รูปภาพบางรูปโหลดจากลิงก์เก่า หรือเกิดปัญหา mixed content
ลำดับที่ควรทำโดยทั่วไปคือ
- จดโดเมน และตั้งค่า DNS ให้ถูกต้อง
- เชื่อมต่อโดเมนกับโฮสติ้ง
- ติดตั้ง SSL Certificate
- ตั้งค่าเว็บไซต์ให้ใช้งานผ่าน HTTPS
- ตรวจสอบ redirect จาก HTTP ไป HTTPS
- ตรวจสอบ mixed content เช่น รูปภาพ ไฟล์ CSS หรือ JavaScript
- ตั้งค่า URL หลักของเว็บไซต์ให้ตรงกับ HTTPS
การทำตั้งแต่แรก ช่วยลดงานแก้ภายหลัง และทำให้เว็บไซต์ พร้อมใช้งานจริงมากกว่า
HTTPS เกี่ยวข้องกับ SSL Certificate อย่างไร
HTTPS และ SSL Certificate เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง เพราะการที่เว็บไซต์จะใช้งาน HTTPS ได้ จำเป็นต้องมีใบรับรองความปลอดภัย หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า SSL
ในทางเทคนิค ปัจจุบันระบบความปลอดภัย ที่ใช้กัน มักเป็น TLS มากกว่า SSL แบบเก่า แต่คำว่า SSL ยังเป็นคำที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย และใช้เรียกกันทั่วไป เช่น ติดตั้ง SSL, ต่ออายุ SSL หรือเปิดใช้งาน SSL บนโฮสติ้ง
พูดให้ง่ายคือ
- HTTPS คือรูปแบบการเชื่อมต่อเว็บไซต์ แบบปลอดภัย
- SSL/TLS Certificate คือใบรับรอง ที่ช่วยให้เว็บไซต์ ใช้งาน HTTPS ได้
- ถ้าไม่มีใบรับรอง หรือใบรับรอง มีปัญหา เว็บไซต์ อาจขึ้นแจ้งเตือน ไม่ปลอดภัย
SSL Certificate มีหน้าที่อะไร
SSL Certificate ทำหน้าที่ช่วยยืนยันตัวตน ของเว็บไซต์ และเปิดใช้งาน การเข้ารหัสข้อมูล ระหว่างเว็บไซต์ กับผู้ใช้งาน
หน้าที่หลัก ๆ คือ
1. ช่วยยืนยันว่า เว็บไซต์ มีใบรับรองความปลอดภัย
- เบราว์เซอร์ จะตรวจสอบว่า ใบรับรองของเว็บไซต์ ถูกต้อง หรือไม่
2. ช่วยสร้างการเชื่อมต่อ แบบเข้ารหัส
- เมื่อใบรับรองถูกต้อง ข้อมูลที่ส่ง ระหว่างผู้ใช้ กับเว็บไซต์ จะปลอดภัยขึ้น
3. ช่วยให้เว็บไซต์ แสดงเป็น HTTPS
- เมื่อระบบตั้งค่าถูกต้อง URL จะขึ้นต้น ด้วย https://
ปัญหาที่พบบ่อย เกี่ยวกับ HTTPS และ SSL
แม้ติดตั้ง SSL แล้ว เว็บไซต์ ก็อาจยังมีปัญหาได้ หากตั้งค่าไม่ครบ หรือมีไฟล์บางส่วน ยังโหลดจาก HTTP เดิม
ปัญหาที่พบบ่อย เช่น
- SSL หมดอายุ
- ติดตั้ง SSL แล้ว แต่เว็บไซต์ ยังไม่ redirect ไป HTTPS
- มี mixed content เพราะรูปภาพ หรือไฟล์บางส่วน ยังเป็น HTTP
- ตั้งค่า URL ใน WordPress ไม่ตรงกับ HTTPS
- ใช้ SSL ซ้อนกับระบบ CDN หรือ Cloudflare แล้วตั้งค่าไม่ถูก
- หน้าเว็บ บางหน้า แสดงปลอดภัย แต่บางหน้ายังขึ้นคำเตือน
ดังนั้น การมี SSL อย่างเดียวอาจยังไม่พอ ต้องตรวจสอบด้วยว่า เว็บไซต์ ใช้งาน HTTPS ได้ถูกต้อง ครบทุกหน้า
สรุป HTTPS คืออะไร และทำไมเว็บไซต์ ควรมี
HTTPS คือระบบการเชื่อมต่อเว็บไซต์ ที่ช่วยเข้ารหัสข้อมูล ระหว่างผู้ใช้งาน กับเว็บไซต์ ทำให้การส่งข้อมูล ผ่านหน้าเว็บ มีความปลอดภัยมากกว่า HTTP แบบเดิม เว็บไซต์ที่มี HTTPS จะดูน่าเชื่อถือกว่า ลดความกังวลของผู้ใช้งาน และเหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจ ในปัจจุบัน
สำหรับคนที่สงสัยว่า https คืออะไร คำตอบสั้น ๆ คือ HTTPS เป็นพื้นฐานด้านความปลอดภัย ที่เว็บไซต์ ควรมี โดยเฉพาะเว็บไซต์ WordPress เว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์ขายสินค้า เว็บไซต์คลินิก เว็บไซต์โรงแรม หรือเว็บไซต์ที่มีฟอร์มติดต่อ และข้อมูลลูกค้า
แม้ HTTPS จะไม่ใช่สิ่งเดียว ที่ทำให้เว็บไซต์ ประสบความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้น ที่สำคัญ ของเว็บไซต์ ที่พร้อมใช้งานจริง เพราะช่วยทั้งเรื่องความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ประสบการณ์ผู้ใช้งาน และพื้นฐาน SEO ในระยะยาว หากกำลังเริ่มทำเว็บไซต์ใหม่ ควรตรวจสอบเรื่องโดเมน โฮสติ้ง SSL และ HTTPS ให้เรียบร้อยตั้งแต่วันแรก เพื่อให้เว็บไซต์ ดูเป็นมืออาชีพ และพร้อมรองรับการใช้งานจริง มากที่สุด

